10 ข้อต้องห้ามหากอยากได้ภาษาแบบเน้นๆ

10 ข้อต้องห้ามหากอยากได้ภาษาแบบเน้นๆ

คนไทยกับภาษาอังกฤษ ไม่ได้เป็นของคู่กันเหมือน คนไทยกับพริกเลยนะ เราเรียนภาษาอังกฤษมากันตั้งแต่ ป1 จนถึงจบปริญาตรี รวมแล้วก็ 15 ปี พอดีเลย เรียนแล้วเรียนเล่าก็ยังพูดไม่ได้สักที เค้าสอนเรามาตั้งแต่ตีนเอ้ยเท้า เท้าฝาหอยว่าเรียงประโยคจะต้องมี ประธาน กิริยา แล้วก็กรรม เหมือนง่ายแหะ แต่ว่าพอเจอฝรั่งมาถามทางทีหันก้นหา หรือว่าแกล้งใส่หูฟังด่วน  แหม… ก็ไม่เห็นจำเป็นเลยนี่ที่โรงเรียนก็สอนภาษาไทย ซื้อของ ที่ไหนๆก็ใช้ภาษาไทย แต่พอเริ่มทำงานเริ่มรู้สึกว่า เอ๊ะมันสำคัญแหะ จะสมัครงานอะไรก็มีเรื่องภาษาอังกฤษมาเกี่ยว เพื่อนๆได้ไป ฝึกงานต่างประเทศกันเราก็อดเพราะไม่ได้ภาษาอังกฤษ ถ้าอยากได้เงินเดือนดีๆ ก็ต้องไปบริษัทฝรั่ง ทีนี้ละ หน้าครูภาษาอังกฤษในอดีตก็ย้อนมายิ้มเยาะเย้ยกันว่า “ชั้นบอกแกแล้ว ว่ามันสำคัญ” ลองเรียนในประเทศไทยแล้วก็ยังไม่ work (มันจะ work ได้ไงเรียนแค่ สองสามชั่วโมงต่อสัปดาห์เอง แล้วก็ยังไม่ได้ใช้จริงๆด้วย ออกห้องเรียนไปก็จบล่ะ) ประสบการณ์ตรงเลยค่ะอันนี้ เรียนอยู่เป็นปีs ก็ยังไม่ได้สุดท้ายเอาเป็นว่าไปเรียนเมืองนอกเลยดีกว่า

เราอยู่เมืองนอกมาได้สองปีกว่าภาษาอังกฤษวิ่งฉิว ตอนแรกมาถึงฝรั่งเหยียบเท้าเรา(ด้วยความตกใจ)รีบขอโทษเค้าแล้วเดินหนีด่วน ลองมาตอนนี้ดูสิ ถ้าไม่ขอโทษนะแม่จะสวดให้ไป เรียนคอร์สมารยาท ไม่ทันเลย โม้มาซะนานเอาเป็นว่าทีมงาน At Education เค้าขอให้เล่าเรื่องราวและเคล็ดลับในการเรียนภาษาอังกฤษให้ฟัง ด้วยความยินดีอย่างสูงเลยฮ่าๆ….  ลองอ่านดูแล้วกันนะค่ะ 10 ข้อต้องห้าม หากอยากได้อังกฤษแบบเน้นๆของเรา

1.    อยู่บ้านคนไทยสบายใจจัง สื่อสารง่าย ใจถึงใจ

ลองคิดดูว่าวันๆนึงเราอยู่ที่บ้านตั้งหลายชั่วโมง แล้วถ้าเราอยู่กับคนไทยทั้งหมดแน่นอนว่าก็ต้องใช้แต่ภาษาไทย ก็เข้าใจนะว่าถ้าในบ้านมีปัญหาอะไรคุยกับคนไทยมันก็เข้าใจกันง่ายกว่าแต่จริงๆมันยิ่งทำให้ต้องอยู่กับคนต่างชาติเลย เพราะจะได้หัดใช้ภาษาอังกฤษในการแก้ไขปัญหาชีวิตประจำวัน ไอ้เรียนมาในห้องจะได้ลองเอามาใช้จริงบ้าง แล้วบอกได้เลยว่ามันแตกต่างกันมาก ไม่มีใครเค้ามาพูดภาษาอังกฤษชัดๆ เหมือนครูสอนภาษาในห้องเรียนหรอก ข้อดีอีกอย่างคือจะเป็นตัวเริ่มให้เรารู้จัก และสนิทกับเพื่อนต่างชาติ ไปทานข้าว ออกกำลังกาย BBQ สารพัด ตอนแรกๆอาจจะขัดๆหน่อย แต่ว่ารับลองพัฒนาแน่นอน

2.    Addicted ทำงานร้านอาหารไทย

อันนี้เพื่อนๆ เป็นกันเยอะ คือไม่ได้มีความคับแค้นอะไรกับร้านอาหารไทยนะค่ะแต่ว่า แต่พอเห็นเพื่อนๆหลายคนพอตื่นเช้า 11โมงกว่าๆก็รีบไปร้านทำกะกลางวันล่ะ หยุดพักตอน บ่าย 2 พอบ่าย 4 ครึ่งก็เริ่มกะเย็นยาวไปจนถึง เกือบ 5 ทุ่ม เลยไม่รู้ว่าจะพัฒนาภาษาได้ยังไงในเมื่อวันๆ พูดภาษาไทยมากกว่าภาษาอังกฤษซะอีก ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เข้าใจนะว่าตอนมาใหม่ๆภาษายังไม่แข็ง เลยต้องทำงานในร้านอาหารไทย (เราเองก็ทำอย่างนั้นเหมือนกัน) แต่ว่าพอภาษาเริ่มได้บ้างแล้วก็น่าเปลี่ยนไปทำงานอย่างอื่นแทนบ้าง เช่น ร้านอาหารต่างชาติ หรือhousekeeping ที่ๆเราจะได้ใช้ภาษาบ้างตอนแรกๆอาจจะยากหน่อยแต่ว่ารับรองได้ผล อย่างน้อยการฟังจะไปได้เร็วมาก เพราะว่าเราต้องสื่อสารในภาษาอังกฤษแบบที่เค้าใช้กันจริงๆ และใช้เพื่อการสื่อสารโดยเฉพาะ แต่สำหรับคนที่ตั้งใจไปทำงานมันก็จะต่างกันนะค่ะ เพราะว่าทำงานในร้านอาหารไทยก็มีข้อดีเยอะ เช่น สามารถทำงานได้เต็มที่ไม่มีอุปสรรคเรื่องการสื่อสาร ประหยัดค่าอาหาร ได้ขึ้นเงินถ้าอยู่ไปนานๆ ได้เลื่อนขั้นไปเป็นคนแกงคนผัด นอกจากนั้นยังสามารถเลือกวันทำงานได้ก่อนคนอื่นอีกต่างหาก แต่สำหรับเพื่อนๆที่ลงทุนเป็นแสนไปต่างประเทศเพื่อภาษาอังกฤษ ก็อย่าคิดถึงเงินใกลมือ คิดถึงจุดมุ่งหมายของเราดีกว่า

3.    ก็มัน home sick ดูละครไทยดีกว่า

อันนี้สุดๆ คือว่าละครเนี้ยพอดูแล้วมันติดทั้งไทยทั้งเทศน่ะแหละ ถึงจะอยู่บ้านกับเพื่อนต่างชาติก็เหอะ แต่ว่าพอกลับบ้านปุ๊บอย่างแรกที่อยากทำเลยคือเข้าห้องเปิดคอมดูละครไทย คงได้ความรู้สึกเหมือนกับอยู่เมืองไทยเลยแหละต่างกันนิดเดียวตรงที่ ค่ากินอยู่แพงขึ้นมาเป็นสิบเท่า (คงไม่มีใครเสียเงินตั้งเยอะเพราะอยากดูละครไทยในต่างแดนหรอกนะ) แล้วก็อย่าคิดว่าดูแค่แผนเดียวเดี๋ยวหมดแผ่นนี้ก็พอล่ะ เราไม่เห็นใครทำได้สักคน เพราะอย่างที่รู้ๆกันนะแหละ “มันติด” ดูได้เรื่อยๆ ไม่มีจบ หมดแผ่นนี้ต่อแผ่นนั้น พอเรื่องนี้จบเพื่อนๆก็เอาเรื่องใหม่มาให้ รู้ตัวอีกทีหมดเวลา ต้องกลับเมืองไทย ทางที่ดีอย่าเริ่มดีที่สุด คือหาความบันเทิงนะมันต้องมีบ้างแต่ลองเปลี่ยนเป็นดูหนัง หรือ ซีรี่อเมริกา จะมีประโยชน์กว่าเยอะเลย และอีกอย่างเราว่ามันสนุกกว่าเยอะด้วย ตอนแรกๆอาจจะต้องพยายามหน่อยฟังไม่รู้เรื่องก็ฟังซ้ำอีก จะดูกี่รอบก็ดูเลย ถ้าให้แนะนำเราชอบเรื่อง how I met your mother ตลกมากแล้วก็เข้าใจง่ายด้วย ลองดูแล้วกัน

4.    มี Translator อยู่ข้างกาย

แบบว่าเพื่อนเก่งกว่า พอจะทำอะไรทีเลยให้ช่วยกลัวว่าจะทำผิด กลัวว่าจะไม่เข้าใจที่เข้าพูด แบบว่า เฮ้ยไปเป็นถามราคาให้หน่อยดิ เฮ้ย โทรเปิดบริการมือถือให้หน่อยดิ เฮ้ยไปคุยกันฝ่ายวิชาการเป็นเพื่อนหน่อยดิจะขอเปลียนตารางเรียน เฮ้ยแปลตรงนี้ให้หน่อยดิ แบบหนักๆก็ เฮ้ย ลอกการบ้านหน่อยดิ คือในบางเรื่องมันก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องให้มีคนที่เก่งกว่าไปด้วยเพื่อจะได้ไม่ผิดพลาดโดยเฉพาะเรื่องที่สำคัญๆ เช่นเรื่องการทำสัญญาเช่าบ้าน โดยเฉพาะตอนที่พึ่งมาใหม่ๆ แต่ว่าถ้าเราพึ่งเพื่อนเราเรื่อยไป เราก็จะไม่มีโอกาสได้พัฒนา อย่างเรื่องที่มันไม่คอขาดบาดตาย เช่น ซื้อของ ถามทาง อะไรอย่างเงี้ย ไปทำเองก็ได้ถ้าไม่เค้าใจจริงๆ ก็ถามคนใหม่ เราว่าการใด้ใช้ภาษาอังกฤษในสถานการจริงนะช่วยให้พัฒนาได้มากกว่าในห้องเรียนซะอีก

5.    คบกับคนไทย

จริงๆแล้วไม่อยากเขียนหัวข้อนี้เลยเพราะเดียวจะเข้าใจผิด บอกไว้ก่อนเลยแล้วกันนะค่ะว่าเราไม่ได้สนับสนุนให้ไม่คบคนไทย เพราะเพื่อนเราคนไทยหลายๆคนน่ารักมาก พอมีปัญหาอะไรยิ่งตอนแรกที่ไปอยู่เนี้ย ก็คนไทยนะแหละที่คอยช่วยเหลือเรา แต่ต้องเขียนหัวข้อนี้ขี้นมาเพราะเจอบางคนที่อยู่กับคนไทยทั้ง ที่บ้าน ที่เรียน ที่ทำงาน ไปเที่ยว ไปดื่ม ไปเล่นกีฬา แล้วก็ไม่รู้ว่าจะเอาเวลาที่ไหนมาฝึกภาษา แนะนำว่าลองพยายาม ทำให้มันสมดุลแล้วกัน อยู่กับเพื่อนคนไทยบ้าง เพื่อนต่างชาติบ้าง แน่นอนในระหว่างคนไทยด้วยกันถ้าให้พูดภาษาอังกฤษมันก็จะรู้สึกเขินๆ สุดท้ายก็ใช้แต่ภาษาไทย ง่ายกว่า เร็วกว่า มันกว่า โดยเฉพาะตอนแรกๆเนี้ยต้องอยู่กับเพื่อนต่างชาติมากหน่อย เพราะครึ่งปีแรกจะเป็นช่วงที่เราพัฒนาได้เร็วที่สุด และก็เป็นช่วงที่เราเริ่มปรับตัวใหม่ๆด้วยเหมาะที่จะทำให้ตัวเราเคยชินกับการใช้ภาษาอังกฤษ

6.    ยืนด้วยลำแข้งของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องถามใคร

เพื่อนๆอาจจะงงๆ กับหัวข้อนี้หน่อยว่าอ้าว ยืนด้วยลำแข้งตัวเองก็ดีแล้วไม่ใช่หรอไม่ต้องรบกวนใคร ที่เราหมายถึงคือตอนเราหาอะไรในร้านค้าไม่เจอ, ไม่รู้เส้นทาง, หรือว่าไม่เข้าใจอะไรเนี้ย เป็นจังหวะดีเลยที่เราจะได้ใช้ภาษาอังกฤษ ลองคิดดูนะค่ะว่าพอเดินออกนอกโรงเรียนมามีฝรั่งอยู่เต็มไปหมดเลย อยากไปคุยกับเค้าจะได้ผึกภาษา แต่ว่า แล้วจะคุยอะไรดี(ว่ะ)เนี้ย คนแปลกหน้าทั้งหน้าแปลก แล้วเค้าจะคุยกับเราไหม นี้ไงครับเรื่องที่จะคุย เค้าฟังแน่ และตอบกลับด้วย ถึงจะเป็นอะไรสั้นๆแต่ว่าช่วยให้เราพัฒนาไปได้มากเลย นักเรียนไทยส่วนใหญ่จะกลัวไม่กล้าถาม เพราะเดียวเค้าตอบกลับมาแล้วจะฟังไม่เข้าใจ แล้วก็จะรู้สึกไม่ดี แล้วก็กลัวว่าเค้าจะหาว่าเราโง่ พูดจาไม่รู้เรื่อง อย่าไปกลัวค่ะถามไปเลย จะได้เป็นการทดลองด้วยว่าไอ้ที่เราพูดไปน่ะเค้าเข้าใจรึเปล่า ก่อนไปถามอาจจะหยุดคิดก่อนว่าจะพูดว่าอะไร พอเค้าพูดมาถ้าไม่เข้าใจก็ให้เค้าพูดใหม่สักครั้งสองครั้ง ถ้ายังไม่เข้าใจอยู่ก็ยิ้มแหะๆ thank you แล้วก็ หาคนเหยื่อรายต่อไป ข้อควรระวังคือ อย่าทำให้เค้ารำคาณ ถ้าดูว่าเค้ากำลังยุ่งหรือรีบอยู่ก็ไปถามคนอื่นแทน

7.    สามคำพอแล้วชีวิตนี้ yes no and ok

อันนี้อิงตามประวัติส่วนตัวนะค่ะ คือตอนที่มาใหม่ๆ เราฟังอาจารย์พอรู้เรื่องแต่พอจะพูดมันไม่ออกจากปากเลย เพื่อนหลายๆคนก็เป็นอย่างงี้เหมือนกัน ไม่ใช่แต่คนไทย เป็นกันหมด สุดท้ายก็พูดกันแต่ yes no แล้วก็ ok พอใช้ไปเรื่อยมันก็ติดแล้วก็พูดไม่ได้สักที วิธีง่ายๆเลยที่จะช่วยพัฒนาเรื่องการพูดได้คือลองตอบคำถามโดยใช้ประโยคเต็มๆ เช่น “yes, I am”, “No, I don’t like it”, “Yes, I like it” เราลองทำกับตัวเองช่วยได้เยอะมาก ลองคิดดูนะว่าถ้าแค่พูดอะไรง่ายๆ สั่นๆ ยังไม่ได้เลยไม่ต้องไปคุยถึงเรื่องว่าจะเล่าอะไรยาวๆ

8.    I hate Reading

เจอมากับตัวเองเลยค่ะ เราไม่ชอบการอ่านสุดๆทั้งไทยทั้งอังกฤษ แต่ลองคิดดูนะว่าถ้าไม่อ่านแล้วจะเอาคำศัพท์จากใหนมาพูดมาเขียน ไม่ต้องพูดถึงฟังเลยเพราะลำพังรู้คำศัพท์ก็ไม่ใช่ว่าจะฟังออก ข้อดีของการอ่านดีกว่าท่องศัพท์เยอะค่ะเพราะนอกจากจะรู้ความหมายแล้วได้วิธีการใช้ด้วย คนที่ใช้การท่องศัพท์เอาจะเจอปัญหาว่าใช้ไม่ถูกหรือว่าใช้แล้วมันดูตลกๆ นอกจากนั้นยังได้เรื่อง Grammar ด้วย สำหรับเพื่อนๆที่ภาษาอังกฤษยังไม่แข็งมากอาจจะเริ่มจากอ่านหนังสือประเทส Retold book ของสำนักพิมพ์ Penguin มันเป็นหนังสือที่เค้าเอานิยายหรือชีวประวัติ มาเรียบเรียงใหม่ให้อ่านง่ายและมีแบ่งเป็นระดับขั้นไว้ให้ เราก็เริ่มจากอันนี้เหมือนกัน ไม่ต้องไปสนใจว่าต้องจำศัพท์ให้ได้มากเกินไปมันจะเบื่อซะก่อน เดียวเจอหลายๆครั้งมันก็จำได้เอง

9.    ไปเรียนครบ Ok ล่ะ

ถ้าจะเอาแค่ไปเรียนครบก็เรียนที่เมืองไทยแล้วกันค่ะ เราเป็นคนไม่ค่อยฉลาดหนำซ้ำยังขี้ลืมด้วย เรียนๆมาพอไม่ได้ใช้ก็ลืมหมด จากประสบการณ์แล้วตอนได้ใช้ในสถานการณ์จริงจะทำให้เราพัฒนาภาษาอังกฤษได้มากกว่าในห้องเรียนเยอะ แล้วยังไงๆเราก็ต้องการมาเรียนภาษาอังกฤษเพื่อไปใช้งานจริงไม่ใช่หรอค่ะไม่ใช่แค่ไว้ตอบคำถามในห้องเรียน แล้วลองคิดดูนะว่าเราเรียนวันนึงก็แค่ 4-6 ชั่วโมงเวลาที่เหลือเราอยู่ข้างนอกหมดเลย เสียตังไปตั้งเยอะต้องเอาให้คุ้มนะค่ะ

10.  ไม่มีตังอยู่บ้านนิ่งๆดีกว่า

การอยู่บ้านเนี้ยถ้าเรามีอะไรที่จะทำให้ได้ใช้ภาษาอังกฤษบ้างมันก็โอเคนะเช่นคุยกับเพื่อนต่างชาติ ดู TV แต่ว่าถ้าจะไม่ออกจากบ้านเพราะว่าอยากประหยัดเงินเนี้ยพลาดอย่างแรง เพราะการออกนอกบ้านทำให้เราได้มีโอกาสที่จะเจอผู้คน เพิ่มโอกาสที่จะได้ใช้ภาษาอังกฤษ อย่างน้องก็ได้อ่านโน้นอ่านนี้ตามป้ายต่างๆ แล้วก็ไม่ใช้มันจะต้องเสียเงินเสมอไป อย่างพวกหนังสือพิมพ์ที่เค้าแจกกันฟรี (free copy magazine)ก็มีเยอะแยะ อย่าขี้เกรียจ อย่ากลัวเสียตัง ลองคิดดูว่าเงินที่เราจ่ายไปไม่ใช่แค่เพื่อ course เรียนเฉยๆ แต่ว่าเพื่อสิทธิ์ที่จะอยู่ในประเทศนั้นๆด้วย แล้วมันจะต่างอะไรกันกับเรียนภาษาอังกฤษที่เมืองไทยถ้าเราไม่ได้ออกไปข้างนอกเพื่อให้สภาพแวดล้อมมันช่วยทำให้ภาษาเราดีขึ้น

 

Leave a Reply

*

Related posts

เรียนภาษา ที่ ออสเตรเลีย 6 เดือน เพียงแค่ 4 ขั้นตอนง่ายๆ ก็ไปเรียนได้

เรียนภาษา ที่ ออสเตรเลีย 6 เดือน เพียงแค่ 4 ขั้นตอนง่ายๆ ก็ไปเรียนได้

การไป เรียนภาษา ออสเตรเลีย 6 เดือน ใครหลายคนคงคิดว่ามีขั้นตอนที่ยุ่งยาก แต่ไม่ใช่เลย พี่ๆจะอธิบายให้เข้าใจสั้นๆ เพียง 4 ขั้นตอนง่ายๆ เท่านั้น และแน่นอนว่าน้องๆจะเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งเลยทีเดียว

How to หาที่พักใน Melbourne ทั้ง 5 แบบ

How to หาที่พักใน Melbourne ทั้ง 5 แบบ

สำหรับน้องๆที่กำลังมองหาที่พักอยู่ วันนี้พี่ๆ AtEd จะมาให้ข้อมูลในการหาที่พัก เพื่อช่วยในการตัดสินใจในการเลือกที่พักได้มากขึ้น ซึ่งแต่ละแบบก็จะมีข้อแตกต่างกันในหลายๆอย่าง แบบที่ 1  หาที่พักในเว็บไทย แบบที่ 2...

เรียนภาษาอังกฤษ และทำงานที่ ประเทศนิวซีแลนด์ดีไหม ?

เรียนภาษาอังกฤษ และทำงานที่ ประเทศนิวซีแลนด์ดีไหม ?

ถ้าน้องๆคนไหนมองหาประเทศที่จะไปเรียนภาษา และทำงานพาร์ททามไปด้วยได้ และอยากได้เมืองที่สงบๆ คนไทยน้อยหน่อย และมีธรรมชาติสวยๆ ผู้คนน่ารักใจเย็น ความปลอดภัยสูง, ค่าครองชีพไม่แพงมาก ลองหันมามองดูทางนี้ครับ...