suitcases

  •  ยา การซื้อยาที่ต่างประเทศนั้นยาบางตัวจำเป็นต้องมีใบ Prescription drugs (ใบสั่งยาจากแพทย์) ซึ่งยาส่วนใหญ่จำเป็นต้องมีใบสั่งยา ทำให้การซื้อยาค่อนข้างยาก ดังนั้นยาที่สมควรนำไปด้วย คือ ยาแก้อักเสบ,ยาแก้ไอ, ยาละลายเสมหะ

เป็นยาที่ไม่สามารถซื้อได้ที่นั่น ซึ่งถ้าจะซื้อต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์ และเนื่องด้วยอากาศที่น้องๆจะไม่สามารถปรับตัวได้ทัน เนื่องจากอากาศที่ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ค่อนข้างแห้ง และเย็น ซึ่งตรงข้ามกับประเทศไทยที่ร้อน และชื้น ดังนั้นอาจจะทำให้น้องๆเจ็บคอได้ง่าย ยาแก้อักเสบ, ยาแก้ไอ, ยาละลายเสมหะ จึงจำเป็นมากในการนำไปด้วย

– ยาแก้ปวด, ลดไข้

สามารถหาซื้อได้ที่นั่นแต่ตัวยาของที่นั่นกับของประเทศไทยก็จะไม่เหมือนกัน ซึ่งน้องบางคนอาจจะถูกกับยาของประเทศไทยมากกว่าจึงควรนำไปด้วย

– ยาสำหรับผู้หญิง ยาแก้ปวดประจำเดือน น้องๆสามารถหาซื้อที่นั้นได้ แต่ว่าถ้าจะให้เป็นยี่ห้อเดี่ยวกับที่น้องใช้ที่เมืองไทยเลยอาจจะหาได้ยาก ดังนั้นน้องๆผู้หญิงที่มียี่ห้อที่ต้องใช้ประจำควรพกติดตัวไปด้วย

– ยารักษาโรคประจำตัว ควรพกไป และขอใบรับรองแพทย์ไปด้วยเพื่อยืนยันว่าเราเป็นผู้ป่วยจำเป็นต้องใช้ยานี้จริงๆ ควรคำนวณดูให้ดีด้วยว่าต้องนำยาไปเยอะแค่ไหน ซึ่งสำหรับน้องๆที่มีโรคประจำตัวควรพกไปให้หมาะสมกับการอยู่ที่นั่นอย่าให้ขาด

– อาหารเสริม, วิตามิน สามารถนำไปได้ในปริมาณที่เหมาะสมแต่ต้องมีฉลากด้วย

– พลาสเตอร์ติดแผล ควรพกไปสำหรับน้องๆที่ทำงานแรกๆ อาจได้รับบาดเจ็บจากการทำงาน ซึ่งพลาสเตอร์ยาที่นั่นเป็นพลาสติก และมีราคาแพง น้องๆจึงควรซื้อพลาสเตอร์ยาแบบผ้าพกติดตัวไปด้วย สามารถซื้อเป็นกล่องไปได้

*ยาทุกประเภทที่พกไปควรมีฉลากกำกับ ขวดยังไม่เปิดด้วยยิ่งดีเพราะการเข้าไปประเทศอื่นถ้าตม.ตรวจจะได้รู้ว่านี่คือยาอะไร และปริมาณในการพกไป แผงนึงสัก 12 โหล ถือว่าปริมาณกำลังพอดี แต่ก็อย่าพกไปมากเกินความจำเป็น

 

  • เสื้อผ้า เครื่องแต่งตัวที่พี่จะเน้นหลักๆ คือ

– เสื้อกันหนาว พี่จะแนะนำว่าน้องที่พอมีเสื้อกันหนาวอยู่บ้างให้พกได้ด้วย แล้วไปซื้อเพิ่มที่นั่นอีกถ้าไม่พอ เพราะจะได้ลองได้ว่าแบบไหนถึงจะเหมาะกับอากาศที่นั่น ราคาจะแพงกว่าหน่อย แต่คุณภาพในการสวมใส่จะดีกว่ามาก และที่สำคัญเราสามารถจะลองได้ด้วยว่าอบอุ่นพอรึเปล่า การซื้อเสื้อผ้าจากร้าน Export ในไทยก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่น้องๆซื้อเสื้อกันหนาวกัน เพราะเห็นว่าเป็นของที่ส่งออกนอก แต่ก็อย่าลืมว่าความ Sensitive ต่อความหนาวของคนเราไม่เท่ากัน ดังนั้น แนะนำว่าไปซื้อที่นั้นดีกว่าครับ ซื้อแพงกว่า, คุณภาพดีกว่า และใช้ได้ชัวร์

– รองเท้า ที่นั่นคนจะเดินกันเยอะมากเดิน 2 – 3 กิโลถือเป็นเรื่องปกติ ซึ่งรองเท้าที่น้องสวมใส่ควรมีคุณภาพที่ทนทานที่สามารถใช้สำหรับการเดินเยอะๆ และใส่สบายด้วย พี่แนะนำให้ซื้อรองเท่ากีฬาแบบดีๆ หน่อย และนำไปเผื่อ 2 คู่ ส่วนรองเท้าแตะ รองเท้าหนัง จะใช้น้อยมากเพราะใส่แค่ตอนเดินรอบๆบ้าน หรือใส่ไปซื้อของเท่านั้นเอง แถมให้อีกนิดสำหรับน้องๆที่กะจะไปทำงานในครัว อาจจะหาโรงเท่าที่ทำความสะอาดง่าย และพื้นไม่ลื่นไปด้วย ตอนที่พี่ไปพี่ใช้รองเท่า Safety ที่เค้าใช้ในโรงงานกัน ใช้ได้ดีทีเดียว แต่ว่าอาจจะลำบากตอนเดินทางสักหน่อย

– กางเกงยีนส์ ไซท์ที่ต่างประเทศกับที่ไทยจะไม่เหมือนกัน ซึ่งเอวจะมีขนาด แต่ขากางเกงจะยาวกว่ามาก และการตัดขากางเกงที่นั่นจะแพงมาก ตก 40-70 เหรียญ จึงควรนำไปด้วยเยอะๆ ถ้ามาซื้อที่นี่ราคาจะแพงกว่ามาก

– เสื้อ น้องๆที่อาศัยอยู่ในเมืองของ ออสเตรเลีย หรือนิวซีแลนด์จะไม่ค่อยได้ตากผ้านักเพราะเป็นกฏข้อบังคับ ดังนั้นใน Share House จะใช้เครื่องอบผ้าผลที่ตามมาเสื้อยืดก็จะหด ดังนั้นไม่ควรนำเสื้อผ้ายี่ห้อดีๆไป ควรซื้อแยกไปต่างหาก

– ชุดชั้นใน, ถุงเท้า สำคัญมากเพราะถ้าเราต้องอยู่แบบ share houseเวลาในการซักผ้าก็จะน้อยลง และที่นั่นจะไม่ซักมือกันเพราะถือเป็นการเปลืองน้ำและอีกอย่างคนอื่นๆเค้าก็อาจจะต้องใช้ห้องอาบน้ำด้วย คนที่นั่นถ้ารู้ว่าเราซักมือเขาอาจจะรู้สึกไม่ดี ดังนั้นควรเตรียมชุดชั้นใน, ถุงเท้าไปเยอะๆ นำไปด้วย 2 โหลเลยยิ่งดี

  • คอมพิวเตอร์ น้องๆอาจจะต้องใช้ค่อนข้างเยอะ ยิ่งน้องๆที่เรียน Diploma ต้องใช้ทำรายงาน ควรนำไปด้วย และต้องจัดการล้างเครื่องลงโปรแกรมใหม่ให้ดี เพราะที่นั่นจะไม่มีที่ลงโปรแกรม ถึงมีแต่ราคาทำแต่ละครั้งจะแพงมากและไม่ควรนำแผ่นโปรแกรมปลอมไปเพราะอาจจะโดนจับได้
  • ของใช้อื่นๆ เครื่องใช้ไฟฟ้า ถ้าเป็นอะไรใหญ่ๆควรไปหาซื้อที่นั่นดีกว่ามีขายทั้งมือ1 และมือ 2 ได้ง่ายๆ เช่น หม้อหุงข้าว หรือ เตารีด เป็นต้น ส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าเล็กๆน้อยๆของผู้หญิง เช่น ไดร์เป่าผม, ที่หนีบผม สามารถนำไปด้วยได้แต่ควรโหลดใต้ท้องเครื่องบินไป ที่สำคัญปลั๊กไฟที่ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์จะไม่เหมือนกับประเทศไทย ซึ่งน้องๆคงมีของต้องชาร์จเยอะเพราะฉะนั้นควรซื้อปลั๊กแปลงไฟแบบที่เป็นUniversalไปด้วย และก็นำปลั๊กพ่วงไปด้วยอีกตัวนึงก็น่าจะพอแล้ว แต่ถ้าเราจะไปซื้อเพิ่มที่นั้นได้ราคาไม่แพงประมาณ 2 เหรียญ
  • อาหาร จริงๆแล้วมีอาหารที่ผ่านขบวนการแปรรูปแล้วหลายอย่างที่น้องๆ สามารถเอาเข้าที่ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ได้ แต่น้องๆจะต้องสามารถอธิบายได้ว่ามันคืออะไร ทำมาจากอะไร เป็นภาษาอังกฤษ ดังนั้นน้องๆที่พึ่งจะไปครั้งแรก และภาษายังไม่แข็งแรงนักพี่ยังไม่แนะนำให้เอาอาหารอะไรเข้าไปด้วยนะครับ เพราะภาษาอังกฤษคงไม่แข็งแรงพอจะอธิบายกับ“ตม.”ได้ แต่อาหารบางอย่างที่มีฉลากระบุชัดเจน และเป็นที่รู้จักเป็นสากล เช่น บะหมีกึ่งสำเร็จรูป, ผงปรุงอาหาร ถ้าน้องๆมีที่ และน้ำหนักเหลือ จะเอาไปด้วยก็สามารถนำไปได้

หมายเหตุ อาหารบางชนิดถ้าเราไม่สามารถอธิบายได้ว่ามันคืออะไรที่ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์อาจจะไม่ให้นำเข้า เพราะกลัวว่าจะมีโรคติดต่อใหม่ๆขึ้นจากอาหารที่เรานำเข้าไป

  • เอกสารที่ควรนำไปด้วย
  1. Passport
  2. Visa ถ้าเป็นของ นิวซีแลนด์จะเป็น label ติดกับ passport แต่ออสเตรเลียจะเป็นแบบ E visa จะเป็นหน้า A4 ต้องปริ้นซ์ออกมาแล้วนำไปด้วย
  3. เอกสารเกี่ยวกับการเรียน ที่ออสเตรเลียจะมีใบ COE กับใบ offer
  4. น้องๆที่ต้องการจะต่อคอร์สด้วยควรนำใบ Transcript ตัวจริงติดตัวไปด้วยเพื่อสะดวกในการต่อคอร์ส
  5. สำหรับน้องๆที่มีการจองที่พัก หรือhomestay ให้ปริ้นซ์ใบจองที่พัก หรือhomestay detail ติดตัวไปด้วย

*เอกสารทั้งหมดไม่ต้องนำโหลดลงใต้เครื่อง ควรแพ็คแยกแล้วนำขึ้นเครื่องไปเอง

นอกจากนั้นก็อยู่ที่น้องๆแล้วครับว่าจะจัดสรรอะไรไปบ้างให้เหมาะสมกับน้ำหนักกระเป๋า และการอยู่อาศัยที่นั่นของน้องๆนะครับ

 

 

Related posts

วิธีกรอก Incoming Passenger Card Australia

วิธีกรอก Incoming Passenger Card Australia

Incoming Passenger Card Australia แปลตรงๆว่า บัตรเข้าประเทศ ซึ่งเราจะต้องกรอก เพื่อยื่นให้กับ Immigration (ตม.) ที่สนามบินฝั่งออสเตรเลีย วิธีการกรอกพี่กัสเขียนไว้ในรูปด้านล่างนะครับ ส่วนคำถามทางด้านขวา พี่กัสมีแปลไว้ให้เราตามข้อเลยครับ...

การผ่านตำรวจตรวจคนเข้าเมือง หรือตม.

การผ่านตำรวจตรวจคนเข้าเมือง หรือตม.

หลังจากที่น้องๆลงจากเครื่องบินแล้ว ต้องเดินไปรับกระเป๋าแล้วต้องไปผ่านตม. ซึ่งจะมีแถว 2 แถว คือแถว Declare (ตรวจของที่น่าสงสัยว่านำเข้าไปได้รึเปล่า )กับแถว ไม่ Declare(ตรวจของที่ปกติ ไม่มีของต้องสงสัย...

กฎต่างๆของ student visa

กฎต่างๆของ student visa

  สิ่งที่สำคัญ คือ เราต้องทำให้รัฐบาลเขารู้ว่าเราตั้งใจมาเรียนจริงๆไม่ได้จะมาเพราะว่าอยากทำงานเป็นหลัก ดังนั้นเค้าจะคอยดูการเรียนของเราว่ามีความก้าวหน้าในการเรียน หรือตั้งใจเรียนมากน้อยแค่ไหน ซึ่งรัฐบาลเค้าจะดูได้ 2 วิธีคือ...

Leave a Reply

*

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.